home page about us menu specials location contacts

 


เราทำกาแฟอย่างไร ???

"การทำสิ่งต่างๆ เริ่มที่ความคิด"

เรามีความคิดที่จะทำร้านกาแฟไทยให้มีมาตรฐาน
โดยเสนอให้เป็นทางเลือกของผู้ที่ชื่นชอบใน กลิ่น รส สัมผัส และ บรรยากาศ ของการดื่มกาแฟ

ทุกแก้วต้อง perfect shot

มาตรฐานเบื้องต้น การเริ่มต้นด้วย perfect shot
perfect shot คือการทำ espresso 1 ออนซ์ ด้วย น้ำที่มีความร้อนระหว่าง 87 - 93 องศาเซลเซียส
ความดันน้ำ 6-9 bar ที่ผ่านกาแฟ ที่ผ่านการบดมาอย่างดี
ด้วยเวลา 20 - 30 วินาที
espresso คือหัวใจสำคัญของการทำกาแฟต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Americano, Latte, Cappucino

เมล๊ดกาแฟ

เป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากเป้นตัวตั้งต้นของกาแฟ เปรียบเทียบเหมือนเป็น input
การมี input ที่ดี กระบวนการที่ดี ย่อมต้องทำให้ output ออกมาดี
การที่จะได้เมล็ดกาแฟที่ดี ที่จำนำมาทำ espresso ให้ท่าน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อกาแฟทั้งสิ้น ตั้งแต่ การปลูก การเก็บเกี่ยว การเตรียม การคั่ว การเก็บรักษา
การคัดเลือกกาแฟของเรา เริ่มตั้งแต่การพิจารณาแหล่งปลูก และ การเก็บเกี่ยว ของเกษตรกร

การคั่วเมล็ดกาแฟ ในระดับที่เหมาะสม กับการทำ espresso

เรานำเมล็ดมาคั่วเอง ทั้งเมล็ดไทย และ เมล็ดจากแหล่งปลูกกาแฟชั้นนำทั่วโลก เพื่อสามารถควบคุมมาตรฐาน และ ระดับการคั่วได้ เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟที่คั่วได้ระดับที่เหมาะสมกับการทำ espresso เพื่อเสริฟให้กับท่าน

เมล็ดกาแฟมีหลายระดับ ตั้งแต่คั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม และหากคั่วนานเกินไปก็จะกลายเป็นคั่วไหม้

การคั่วระดับอ่อน (light roast) รสเปรี้ยวของกาแฟ จะชัดเจนมากเนื่องจากความเป็นกรด (acitidy) และกลิ่นหอมของกาแฟ ระดับคั่วอ่อน

การคั่วระดับกลาง (medium or full city roast) จะได้รส กลมกล่อม หวาน เปรี้ยวเล็กน้อย ความเป็นกรดลดลง ความเข้มข้นของสารกาแฟจะมีมากขึ้น กลิ่น และ body ของกาแฟจะชัดเจนขึ้น

การคั่วระดับเข้ม (dark roast) จะได้รสชาดเข้มขึ้น เมล็ดจะเป็นสีช็อคโกแล๊ต กลิ่นจะเข้มขึ้น รสเปรี้ยวจะน้อยลงมากจนแทบไม่เหลือ เพราะถูกความร้อนทำลายความเป็นกรด (acidity) ลงไป

หากคั่วเกินระดับนี้ไป จะกลายเป็นคั่วไหม้ ซึ่งสารกาแฟ body จะหมดไป จะเหลือเพียงกลิ่นไหม้ เหมือนถ่าน (จากไม้ที่ถูกเผาจนไหม้) หากนำกาแฟที่คั่วจนไหมไปชง จะได้กาแฟรสชาดขมอย่างเดียว โดยไม่มีรสชาดอื่น และยังจะมีกลิ่นไหม้อีกด้วย


ระดับการคั่วของกาแฟ ตั้งแต่เมล็ดดิบสีเขียว ผ่านการคั่วระดับต่างๆ จากอ่อน จนถึงเข้ม

การเก็บรักษาเมล็ด หลังจากการคั่ว

เมื่อคั่วเสร็จแล้ว การเก็บรักษาเมล็ดกาแฟเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากกาแฟมีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อคั่วเสร็จแล้วจะคลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันก็สามารถดูดกลิ่นที่อยู่รอบๆ เข้ามาได้โดยง่าย การเก็บเมล็ดกาแฟ จึงควรจะป้องกันกลิ่นจากสภาวะแวดล้อมเข้าไป และสามารถปล่อยแก๊สที่เมล็ดกาแฟปล่อยออกมาได้ด้วย

เราเก็บเมล็ดกาแฟด้วย ถุง foil ที่ปิดผนึก อย่างดี และมี one-way valve เพื่อสามารถให้กาแฟปล่อยแก๊สออกมาได้ โดยสามารถป้องกันไม่ให้กลิ่นจากภายนอกเข้าไปได้

ความสดใหม่ ของเมล็ดกาแฟ

มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับการเก็บเมล็ดกาแฟ ที่ผ่านการคั่วแล้ว ว่าควรจะนำมาใช้เมื่อไหร่ ? และ ควรเก็บไว้ไม่เกินเวลาเท่าไหร่ ?
ทฤษฎีหนึ่งบอกว่าระยะที่ดีที่สุด หรือเรียกว่า peak ในการนำกาแฟที่คั่วแล้วมาใช้คือ 1 - 4 อาทิตย์ หลังจากการคั่ว
สำหรับเมล็ดกาแฟ เมื่อเปิดถุงแล้ว ควรเก็บอย่างดี และใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน
สำหรับกาแฟที่บดแล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 1 อาทิตย์

การที่เราคั่วกาแฟเอง ทั้งกาแฟไทย และกาแฟจากประเทศต่างๆ จึงทำให้กาแฟของเรา มีความใหม่สด เมื่อนำมาทำกาแฟ แก้วของท่าน

บดเมล็ด และทำกาแฟใหม่สด ทุกแก้ว การทำ espresso ที่ดีคือการบดเมล็ดกาแฟใหม่ ทุกแก้ว ด้วยความละเอียดที่เหมาะแก่การทำ perfect shot
เนื่องจากการบดกาแฟทิ้งไว้ จะทำให้กลิ่นและรสของกาแฟ สูญเสียไปเรื่อยๆ และอัตราการสูญเสีย กลิ่นและรส ของกาแฟที่บดแล้ว จะรวดเร็วกว่าเมล็ดกาแฟมาก
ส่วนผสมที่ดีเลิศ นอกจากตัวกาแฟแล้ว ส่วนผสมอื่นๆ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน
เราเลือกส่วนผสมที่ดีเลิศ เช่น น้ำนม, syrup, chocolate, whipped cream และอื่นๆ
เพื่อให้ได้กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคุณภาพดี
คนทำกาแฟที่ยินดีฟังท่าน พนักงานของเรายินดีให้บริการ และ ปรารถนาจะชงกาแฟคุณภาพดีทุกแก้ว
และยินดีฟังความต้องการของท่าน หากต้องการสิ่งใด เพื่อทำให้กาแฟทุกแก้ว เป็นแก้วพิเศษของท่าน

หากท่านมีข้อสงสัย ต้องการสอบถาม หรือเกี่ยวกับ สิ่งเหล่านี้ สอบถามได้จาก บาริสต้า หรือ พนักงานของเรา หรือ email: info@jinglebeans.com

HOME | ABOUT US | MENU | SPECIALS | NEWS & EVENTS | LOCATION | CONTACTS Copyright © Jingle Beans